Private Cloud คืออะไร

กลายเป็นรูปแบบหนึ่งของระบบ Cloud Computing เลยก็ว่าได้ สำหรับ Private Cloud ที่ประกอบด้วย Cloud Based Environment แยกส่วนออกมาเป็นส่วนตัว พร้อมทั้งมีการรักษาความปลอดภัยอย่างเป็นระเบียบ มีเพียงผู้ที่ได้รับอนุญาตเท่านั้นในการเข้าถึงและจัดการ แต่ก็มีส่วนที่คล้ายกับ Cloud รูปแบบอื่นๆ ตรงที่ Private Cloud มีบริการ Computing Power as a Service ภายใน Virtualised Environment โดยใช้ทรัพยากรจากแหล่งของ Physical Computing Resource แต่อย่างไรก็ตาม แหล่งทรัพยากรของ Private Cloud นี้ก็ได้เปิดให้เข้าถึงได้เพียงหนึ่งองค์กรเท่านั้น เพื่อให้องค์กรนั้นๆ มีความเป็นส่วนตัวและมีอำนาจในการควบคุมการจัดการมากขึ้น

 

เทคนิคที่ใช้เพื่อให้บริการ Private Cloud อาจมีได้หลากหลาย ดังนั้นจึงเป็นการยากที่จะจำแนกประเภทของ Private Cloud ด้วยคุณสมบัติทางเทคนิค ซึ่งโดยทั่วไปแล้ว Cloud มักจะถูกจำแนกด้วยฟีเจอร์การให้บริการลูกค้าเสียมากกว่า สิ่งที่จำแนก Private Cloud ออกมาจากบริการรูปแบบอื่น ก็คือ ระบบ Ring Fencing ของ Cloud ที่กั้นไว้สำหรับให้องค์กรเพียงองค์กรเดียวใช้งานเท่านั้น และระบบรักษาความปลอดภัยในระดับที่สูงกว่าปกติ โดยแตกต่างจากบริการ Public Cloud ที่ให้ลูกค้าหลายรายสามารถเข้าถึง Virtualised Service ได้ นอกจากนั้นยังมีการดึงเอาทรัพยากรออกมาจากแหล่งทรัพยากรเดียวกันใน Public Network ซึ่งถ้าเป็น Private Cloud จะดึงทรัพยากรจากแหล่งที่แยกออกมาต่างหาก โดยอาจจะติดตั้งอยู่ภายในหรือภายนอกก็ได้ เข้าถึงได้จากการเชื่อมต่อไปยังผู้ให้บริการโดยตรง (Lease Line) หรือการเชื่อมต่อเข้ารหัสผ่านทาง Public Network

ระบบรักษาความปลอดภัยเพิ่มเติมที่มีการกั้นเขตการใช้งาน Cloud นี้เรียกได้ว่าเหมาะสำหรับกลุ่มองค์กร รวมทั้งบริษัทต่างๆ ที่มีการเก็บและดำเนินการเกี่ยวกับข้อมูลที่เป็นส่วนตัวหรือมีความละเอียดอ่อนสูงเป็นอย่างมาก ตัวอย่างเช่น บริษัทด้านการเงินที่มีข้อบังคับตามระเบียบให้ต้องเก็บข้อมูลละเอียดอ่อนไว้ภายใน แต่ยังต้องการใช้ประโยชน์จาก Cloud Computing อย่างการจัดสรรทรัพยากรได้ตามต้องการ จะเหมาะกับ Private Cloud เป็นอย่างดี

อันที่จริงรูปแบบของ Private Cloud ค่อนข้างใกล้เคียงกับ Local Access Networks (LANs) ส่วนตัวที่องค์กรต่างๆ เคยใช้กันมาในอดีต เพียงแค่เสริมข้อได้เปรียบของเทคโนโลยี Virtualisation เข้าไปเท่านั้นเอง

ฟีเจอร์ และประโยชน์ที่จะได้จากการใช้งาน  Private Cloud มีดังนี้

มีความปลอดภัยและความเป็นส่วนตัวสูง

แม้ว่า Public Cloud จะมีระบบรักษาความปลอดภัยอยู่แล้วในระดับหนึ่ง แต่ Private Cloud สามารถให้ความมั่นใจด้านความปลอดภัยที่ดีกว่า ด้วยเทคโนโลยีหลายๆ อย่าง อาทิ การมีแหล่งทรัพยากรแยก พร้อมจำกัดสิทธิ์การเข้าถึง ต้องเชื่อมต่อจากภายในระบบ Firewall ขององค์กรเท่านั้น การใช้งาน Lease Line และ/หรือ การติดตั้งภายในแบบ On-Site Hosting

ควบคุมได้มากขึ้น

เพราะ Private Cloud สามารถเข้าถึงได้เพียงองค์กรเดียวเท่านั้น องค์กรจึงสามารถจัดการและตั้งค่าจากภายในได้เต็มที่เพื่อให้ได้ Tailored Network Solution ที่เหมาะกับการใช้งานมากที่สุด แต่สิทธิ์การควบคุมในระดับนี้ทำให้สูญเสียการประหยัดต่อขนาด (Economies of Scale) ที่มีใน Public Cloud ไปบางส่วน เนื่องจากจะต้องมีค่าใช้จ่ายในการลงทุนสำหรับจัดการระบบ Hardware เพิ่มเข้ามา

ใช้ต้นทุนและพลังงานอย่างคุ้มค่า

การนำ Private Cloud มาใช้สามารถเพิ่มประสิทธิภาพการจัดสรรทรัพยากรภายในองค์กร ให้แต่ละแผนกหรือ Business Function สามารถเข้าถึงทรัพยากรได้โดยตรง และสามารถปรับใช้ได้ตามต้องการ ดังนั้นแม้จะไม่ประหยัดงบประมาณเทียบเท่า Public Cloud เนื่องจากรายจ่ายด้านระบบการจัดการ แต่  Private Cloud ก็ถือว่ามีประสิทธิภาพในการใช้งานทรัพยากรมากกว่าระบบ LANs แบบเก่า เพราะยังคงลดรายจ่ายในส่วนที่ไม่ได้ใช้งาน และช่วยให้องค์กรลดการกระจาย Carbon ออกสู่ชั้นบรรยากาศอีกด้วย

 

มีความน่าเชื่อถือสูง

ต่อให้ทรัพยากรทั้งหลาย ไม่ว่าจะ Server หรือ Network ถูก Host อยู่ภายในองค์กร ก็ยังได้รับข้อดีของ Virtualised Operating Environment ไม่ต่างกัน นั่นก็คือ ระบบ Network นั้นจะสามารถฟื้นตัวจากสภาพล้มเหลวในระบบ Infrastructure ได้เร็ว เช่น Virtual Partition ทำให้สามารถดึงทรัพยากรจาก Server ที่ไม่ได้รับความเสียหายมาใช้ได้ นอกจากนี้ ถ้า Cloud ถูก Host โดยผู้ให้บริการบุคคลที่สาม ทางองค์กรผู้ใช้บริการก็จะได้สิทธิประโยชน์จากระบบรักษาความปลอดภัยทางกายภาพของระบบ Infrastructure ที่อยู่ใน Data Center นั้นๆ อีกด้วย

ระบบ Cloud Bursting

ผู้ให้บริการบางรายอาจมีบริการ Cloud Bursting เพิ่มเข้ามาให้ในบริการ Private Cloud เผื่อกรณีที่มี Traffic เพิ่มสูงขึ้นอย่างกะทันหัน บริการนี้ทำให้ผู้ใช้สามารถย้ายฟังก์ชั่นที่ไม่มีข้อมูลสำคัญหรือเป็นความลับไปยัง Public Cloud เป็นการชั่วคราว เพื่อเพิ่มพื้นที่สำหรับฟังก์ชั่นที่มีข้อมูลสำคัญๆ อยู่ ทั้งนี้ Private Cloud สามารถทำงานร่วมกับ Public Cloud เพื่อสร้าง Hybrid Cloud ขึ้นมาได้ แล้วให้พวกฟังก์ชั่นที่ไม่มีข้อมูลสำคัญถูกจัดสรรไว้ใน  Public Cloud เพื่อเสริมประสิทธิภาพการทำงานให้ถึงขีดสุด

หลักฐานของความมั่งคั่ง

เหล่าทวยเทพและเทพธิดาแห่งความรัก ความงาม และความปรารถนาแอโฟรไดที ต่างเป็นสัญญาลักษณ์ทางศิลปะอันเย้ายวนที่มาตั้งแต่สมัยโบราณจากหลักฐานทางประวัติศาสตร์ชี้ให้เห็นว่าในสมัยนั้นได้ให้ความสำคัญกับกลิ่นหอมถึงกับสร้างพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์และหรูหราขึ้นมา

เพราะพวกเขาถือว่าน้ำหอมมีความหมายมากและนำน้ำหอมไปใช้ในการบูชาพระเจ้าหรือการฝังศพคนตาย หากใครที่ได้ครอบครองน้ำหอมจะถือว่าเป็นสัญญาลักษณ์ของสถานะและความมั่งคั่ง โดยส่วนใหญ่จะมีใช้ในนักกีฬา ขุนนาง นักการเมือง และเจ้านายเท่านั้น

อาจจะมีบ้างที่น้ำหอมถูกใช้ในการบรรเทาอาการป่วยของปอดหรือผิวหนัง จากแหล่งข้อมูลเชิงภาพแสดงให้เห็นถึงภาพการผลิตน้ำหอมและจิตรกรรมฝาผนังโรมันที่มีชีวิตชีวาจากปอมเปปอีและเฮอร์คิวเลเนียม ซึ่งจากรูปได้แสดงถึงกามเทพในร้านขายน้ำหอมและภาชนะน้ำหอมที่สวยงามรายล้อมไปด้วยผู้หญิงในยุคโบราณ ซึ่งหลักฐานชี้ให้เห็นว่าในอียิปต์โบราณและจักรวรรดิโรมันมีโรงงานน้ำหอมอยู่ใกล้ๆ เพื่อผลิตน้ำหอมให้กับพวกคนชั้นสูงใช้

นอกจากนั้นนักโบราณคดียังค้นพบ Pyrgos ในไซปรัสซึ่งเป็นเกาะที่โฟรไดทีก้าวเท้าลงบนพื้นดินเป็นครั้งแรกหลังจากที่เธอเกิดในทะเลค้นพบการทำเวิร์คช็อปจากน้ำหอมซึ่งเกิดขึ้นประมาณ ค.ศ. 1850 ซึ่งเป็นที่เก่าแก่ที่สุดในโลก หากเปรียบเทียบในเรื่องราคาในสมัยโบราณน้ำหอมนั้นมีราคาแพงกว่าในปัจจุบันเพราะยังคงใช้น้ำมันหอมระเหยผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติส่วนใหญ่ที่รวบรวมมาจากดอกไม้เครื่องเทศและผลไม้จากนั้นนำมาททำจากน้ำมันสังเคราะห์ที่ใกล้เคียงกับกลิ่นธรรมชาตินั่นเอง

Sillage คืออะไรในน้ำหอม

คนส่วนมากที่เรียนรู้เรื่องน้ำหอมเชื่อว่าส่วนใหญ่จะต้องสะดุดตากับคำนี้แน่นอน Sillage ซึ่งคำนี้เป็นภาษาฝรั่งเศสอ่านออกเสียงว่า “see-Yahzh” โดยมีหลายความหมายหลากหลาย

แต่หากเป็นคำเฉพาะของน้ำหอมแล้วก็จะหมายความว่ากลิ่นที่กระจายออกไปในอากาศและยังคงหลงเหลือกลิ่นอยู่ตามทางที่เราปรากฎตัวขึ้นหรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า “เส้นทางน้ำหอม”

น้ำหอมที่มีส่วนผสมของ sillage เป็นจำนวนมากในท้องตลาดมีมากมายแต่ส่วนใหญ่จะเป็นน้ำหอมรุ่นเก่าที่ออกแบบมาให้ใช้กับช่วงฤดูที่มีอากาศค่อนข้างหนาวเพราะความเย็นจะทำให้กลิ่นน้ำหอมไม่กระจายออกไปในอากาศ

และคุณจงจำไว้ให้ดีเมื่อฤดูร้อนมาเยือนคุณควรจะมองหากลิ่นน้ำหอมที่มี Sillage น้อยลงหรือฉีดน้ำหอมแต่เพียงเล็กน้อยเพื่อที่คนรอบข้างจะไม่รังเกียจ หรือไม่คุณอาจจะพิจารณาจากการเลือกน้ำหอมที่ความเข้มข้น EDP EDT

เพราะความฉุนของกลิ่นจะลดลงไปเนื่องจากมีปริมาณแอลกอฮอล์มาก สุดท้ายนี้หากคุณอยากรู้ว่าน้ำหอมขวดนี้มี Sillage ผสมอยู่มากหรือน้อยก็สามารถลองกทดสอบเส้นทางน้ำหอมของคุณได้ วิธีทำก็คือเลือกกลิ่นน้ำหอมที่คุณชื่นชอบจากนั้นฉีดน้ำหอมเข้าไปในห้องที่ปิดและเมื่อเวลาผ่านไปสิบนาทีต่อมาให้คุณเดินเข้าไปในห้องและลองสูดลมหายใจเข้า ทันทีที่กลิ่นเข้าสู่จมูก คุณจะรับรู้ได้ถึงปริมาณ Sillage ที่ใส่มานั้นทำให้กลิ่นน้ำหอมมีกลิ่นแรงหรือกลิ่นที่พอดี

รู้จัก OpenStack แบบง่ายๆ

อะไรคือสิ่งที่ทำให้ OpenStack โดดเด่นกว่าคู่แข่งรายอื่น เท่าที่รู้ๆกันอยู่ว่า OpenStack กำลังได้รับการตอบรับมากขึ้น ในฐานะ Open Source สำหรับ Private Cloud ซึ่งเราจะพาไปทำความรู้จักกับ Ecosystem ของ OpenStack

OpenStack กับ Amazon EC2 อาจดูคล้ายกัน เพราะผู้ใช้สามารถ Provision VM จาก Dashboard หรือ API ได้เหมือนกัน แต่ข้อแตกต่างหลักๆ นอกจาก OpenStack เป็นของฟรี ก็คือ Amazon EC2 เป็นบริการ Public Cloud เท่านั้น ส่วน OpenStack ผู้ใช้สามารถเลือกได้ว่าจะใช้เป็น Private Cloud ของ OpenStack หรือจะสมัคร Public Cloud จากตัวแทนผู้ให้บริการของ OpenStack ก็ได้

ต้องเข้าใจก่อนว่า OpenStack ไม่ใช่ Hypervisor แต่ถูกสร้างเพื่อทำงานร่วมกับ Hypervisor ที่แตกต่างกัน โดย User สามารถเลือกได้ว่าจะ Deploy Hypervisor บนตัวเครื่อง (machine) หรือบน OS ที่ Built-in มากับ Hypervisor เช่น Linux KVM เป็นต้น นอกจากนี้ OpenStack ยังทำให้ User สามารถนำ VM ไปติดตั้งบน Bare-Metal Server (เซิร์ฟเวอร์สำหรับผู้ใช้คนเดียว) ได้อีกด้วย

Component หลักของ OpenStack 

  • Horizon (Dashboard) : เป็น User Interface (UI) แบบ Web-based
  • Nova (Compute) : ประกอบด้วย Controller และ Compute Nodes ที่ดึง VM image มาจาก OpenStack image service และสร้าง VM บนเซิร์ฟเวอร์ที่เราต้องการ โดยมี APIs ที่แตกต่างกันตาม Platforms เช่น XenAPI, VMwareAPI, libvirt for Linux KVM (QEMU), Amazon EC2, และ Microsoft Hyper-V เป็นต้น
  • Neutron (Networking) : สำหรับสร้าง Virtual Network, Network Interface และทำหน้าที่เชื่อมต่อกับ Networking Products จากตัวแทนผู้ให้บริการอื่นๆ
  • Swift (Object storage) : หลักการทำงานเหมือน Amazon S3 โดยจะบันทึกข้อมูลแบบเดี่ยวอย่าง image เก็บไว้โดยใช้ระบบ REST Web service
  • Cinder (Block storage) : คล้ายกับ Swift โดยจะเก็บ disk file ต่างๆ เช่น Log และเปิดให้เพิ่มเติมข้อมูลเข้าไปได้ ในขณะที่ Swift จะให้เก็บแทนที่ของเดิมเท่านั้น
  • Keystone (indentity storage) : เป็นคำสั่งที่เปิดให้ User และ Process สามารถเข้าถึง Tools ต่างๆ ของ OpenStack ได้โดยสร้าง Autentication Token ขึ้นมา
  • Glance (Image service) : เป็นตัวหลักของ OpenStack ในฐานะ Cloud Operating System คือ การสร้าง VM image ขึ้นมา โดย Glance คือแคตตาล็อครวม VM ที่อัพโหลดเอาไว้และเปิดให้ใช้ภายในองค์กร
  • Trove (database server) : เป็นตัวสนับสนุนการทำงานของ Database ที่ต่างกัน

นอกจากนี้ Component ของ OpenStack ยังใช้ MySQL Database ที่หลากหลาย สามารถทำงานร่วมกับ Python รวมทั้งใช้ Command line interface ของ Python ได้อีกด้วย ตัวอย่างเช่น

– คำสั่งดาวน์โหลด Keystone จากเซิร์ฟเวอร์ Linux ที่เก็บข้อมูลแบบ Public :

apt-get install keystone python-keystoneclient

– คำสั่งสร้าง User บน Keystone

keystone user-create –name Sam –description “Sam” :

– คำสั่งลิสต์ชื่อ VM images ด้วย Nova

nova image-list :

– คำสั่งเปิด Python Shell ก็ทำได้ง่ายๆ แค่พิมพ์ Python แล้วตามด้วย :

from keystoneclient.v2_0 import client

ถ้าไม่ถนัด Python CLI (Command Line Interface) จะสลับไปใช้ Dashboard แบบคลิกก็ได้เหมือนกัน

OpenStack ในฐานะแพลตฟอร์มแบบ Open source

Nasa และ Rackspace เป็นผู้เริ่มต้นพัฒนา OpenStack ก่อนจะเปิดเป็น Open Source ให้โปรแกรมเมอร์สามารถนำไปพัฒนาต่อได้ตามต้องการ โดยตรวจสอบ Source code ได้ทาง Github ทั้งนี้พวกโปรแกรมเมอร์ผู้พัฒนาระบบ OpenStack เองก็ทำงานให้กับองค์กรใหญ่ที่นำ OpenStack ไปใช้ด้วยเหมือนกัน เช่น Rackspace และ Paypal เป็นต้น

นอกจากนี้ยังมีโปรเจคเกี่ยวกับ OpenStack อีกหลายโครงการ ส่วนมากจะเป็นโปรเจคเฉพาะด้าน เช่น การติดตั้งแบบ bare-metal ผู้ที่สนใจหรืออยากจะทดลองใช้งาน ทาง OpenStack ก็มี Development Version ให้ลองเล่นกันได้โดยนำไปติดตั้งบน Ubuntu Linux หรือจะใช้ OpenStack Autopilot wizard ในการสั่ง Deploy ก็ได้ ส่วน Source code ไม่จำเป็น เพราะ OpenStack สามารถหาได้จาก Python package โดยใช้ Tools ชื่อ apt-get ในการติดตั้ง

ตามรอยกลิ่นหอม

กลิ่นเป็นหนึ่งสิ่งที่ทรงพลังแต่เราไม่สามารถจับต้องได้ราวกับมีเวทมนต์อยู่ บ้างก็เชื่อว่ากลิ่นน้ำหอมเป็นเครื่อบอกรสนิยม บ่งบอกบุคลิก และนิสัยของผู้ใช้ได้

โลกของน้ำหอมช่างเร้นลับอบอวลด้วยความหอมดั่งเป็นสัญลักษณ์ของการเริ่มต้นเช่นเดียวกับ Fragonard เป็นหนึ่งในแบรนด์น้ำหอมที่เก่าแก่ที่สุดในฝรั่งเศส

โดยผู้ก่อตั้งแบรนด์นี้ส้รางขึ้นเพื่อสื่อถึงการอุทิศให้กับเมืองกราสส์และศาสตร์การปรุงน้ำหอมแบบดั้งเดิม และแบรนด์ Fragonard มีต้นกำเนิดที่เมืองกราสส์หรือที่เรารู้จักกันดีในนามของเมืองน้ำหอมของโลก ซึ่ง Fragonard มีอายุเกือบ 100 ปี

และในปัจจุบันกลิ่นของมันยังหลงเหลืออยู่ในรูปแบบของ น้ำหอม เครื่องประทิบผิวต่างๆ และเครื่องหอม กิจการนี้ได้สืบทอดกันมารุ่นต่อรุ่น แต่ไม่ได้หาซื้อได้ง่ายๆ เหมือนกับน้ำหอมทั่วไป Fragonard ได้เปิดมิวเซียมให้ผู้คนได้เข้าไปชมฟรีทำให้แบรนด์ดูมีคุณค่าและน่าซื้อมากขึ้น

ในนิทรรศการฟรีจะเล่าเรื่องกลิ่นอายของกลิ่นที่สวยงามอบอวลไปด้วยความสนุก โดยจะมีไกด์พาเดินชม นอกจากนั้นภายในมิวเซียมยีงจัดแสดงตู้วัตถุดิบและอุปกรณ์การปรุงน้ำหอมตั้งแต่ในยุคโบราณที่หาชมได้ยาก

จนไปถึงดอกไม้ต้นไม้และสมุนไพรที่นำมาสร้างน้ำหอมจากการนำเข้าของประเทศต่างๆ หากคุณได้ไปเยือนฝรั่งเศสสักครั้งคุณไม่ควรพลาดที่จะไปศึกษาอารยธรรมของกลิ่นหอมได้จากมิวเซียม Fragonard

OpenStack เป็นแพลตฟอร์มการจัดการระบบ คลาวด์

หลายคนยังตั้งข้อสงสัยว่า OpenStack สรุปแล้วคืออะไร มันคือโปรแกรม Cloud Management Platform (CMP) หรือเปล่า นั่นคือ 1 คำถาม ในจำนวนคำถามอีกมากมายเกี่ยวกับ OpenStack ซึ่งเราจะมาอธิบายในเรื่องของ OpenStack ให้หายข้องใจกันสะที

OpenStack Cloud Software เป็นโปรแกรมช่วยจัดมาตรฐานและจัดการความซับซ้อนของการจัดการ Cloud Infrastructure แบบผสม หลากหลายผู้นำอุตสาหกรรมด้าน Storage, Networking และ Compute ต่างก็สนับสนุน OpenStack โดยการให้ Code สำหรับเรียกการทำงานของอุปกรณ์ ทำให้

–      สามารถ Provision เครื่อง Virtual Server ได้

–      เสริมพื้นที่จัดเก็บข้อมูลให้กับ Server

–      ตั้งค่าระบบรักษาความปลอดภัย และระบบ Network ได้ง่ายขึ้น

หนึ่งในผู้พัฒนากล่าวว่า “OpenStack พิเศษตรงที่ผู้ใช้สามารถควบคุมและ Scale ระบบ Compute ที่แตกต่างกันได้ รวมทั้งจัดการกับพื้นที่จัดเก็บข้อมูลและ Networking ได้ผ่านทาง Open API” ถือว่าเป็นเรื่องดีสำหรับ OpenStack Developer และไม่มีอะไรเหมาะสมกับ Cloud Application ได้เท่ากับ OpenStack อีกแล้ว โดยเฉพาะกับ Application ที่ถูกออกแบบมาให้รันบน Cloud Node ที่มีการเรียกใช้ Ephemeral Storage และ Database ที่สามารถ Scale แบบ Horizontal ได้ เช่น mongoDB เป็นต้น ซึ่ง Application ส่วนใหญ่ใน Data Center ไม่ได้ถูกออกแบบมาเช่นนี้ โดยมากแล้วจะรันบน Bare Metal หรือ Virtual Machine ที่ Scale ข้อมูลแบบ Vertical ด้วยการเพิ่มจำนวน Physical Resource เช่นพวก Exchange Oracle หรือ WebSphere ซึ่งทาง OpenStack.org ได้เห็นความสำคัญของข้อแตกต่างและพบว่าวิธีใช้งานที่ดีที่สุด คือ การรัน OpenStack สำหรับ Application รูปแบบใหม่ที่มี โครงสร้าง Cloud ควบคู่ไปกับการรัน Application แบบดั้งเดิมบน Virtual หรือ Physical Infrastructure

ตอนนี้ OpenStack Community ได้พัฒนา Open Source จากพื้นฐานความสามารถหลักในระบบ Compute Sorage และ Network ทั้งด้านความสามารถการใช้งาน  การจัดการ และความปลอดภัย รวมไปถึงการเพิ่มฟังก์ชั่นการจัดการ Image, Monitoring, Reporting, DBaaS ด้วย แน่นอนว่า OpenStack มีความสามารถหลายอย่างที่ตรงกับคุณสมบัติของ CMP แต่การจัดการบริการ Infrastructure สำหรับ Application แบบเดิมที่รันบนระบบแบบ Physical หรือ Virtualized นั้นยังขาดคุณสมบัติการใช้งาน ความยืดหยุ่น และการควบคุม ที่ตอบโจทย์การให้บริการ Cloud  ซึ่งมีวิธีที่จะมาเติมเต็มในส่วนที่ขาด ดังนี้

–      หา Project ตัวอื่นของ OpenStack มาเสริม ซึ่งมักจะเป็นโปรเจ็กต์ชั่วคราวที่ผ่าน

การทดสอบมาน้อย ทำให้ต้องการบุคลากรที่มีความรู้เรื่อง OpenStack เพื่อติดตั้ง

บำรุงรักษา

–      ลงทุนกับ Cloud Management Platform ของผู้ให้บริการรายอื่นที่รองรับการใช้งาน

OpenStack

CMP จากผู้ให้บริการมีความสามารถเติมเต็มในส่วนที่ OpenStack ขาด ในขณะเดียวกันก็มีบริการซัพพอร์ต ที่ช่วยลดความเสี่ยงในการใช้ซอฟต์แวร์แบบ Open Source ด้วย ดังนั้นในการเลือกผู้ให้บริการจึงควรตรวจสอบสภาพแวดล้อม ทรัพยากร และประเมินการใช้งานเทคโนโลยีรุ่นเก่ากับเทคโนโลยี Cloud ของตนตามความเป็นจริง และนำมาเปรียบเทียบกับความสามารถของตัวองค์กร ว่าจะเปลี่ยนไปใช้ Cloud ได้หรือไม่ หลายครั้งมีองค์กรออกมาประกาศว่าจะทำให้ทุกอย่างจะขึ้นไปอยู่บน Cloud ทั้งหมด แต่กลับล้มเหลวเพราะสู้ค่าใช้จ่ายในการปรับโครงสร้าง Application ไม่ไหว ถึงอย่างนั้นความต้องการที่จะมีสภาพแวดล้อมการใช้งานทั้ง Cloud และ Virtualized Application ร่วมกับการจัดการบริการ IT ที่เปลี่ยนไป ตลอดจนการควบคุมทรัพยากรทั้ง Physical และ Virtual ก็ยังมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ

คำถามที่ว่า OpenStack คือตัวเลือกที่ใช่สำหรับระบบ Cloud หรือเปล่า? และเหมาะสมกับการใช้งานแบบไหน? ยังคงขึ้นอยู่กับแผนการจัดการ Workload และแผนการใช้งาน Cloud ของแต่ละองค์กร ซึ่ง OpenStack เป็นอุปกรณ์ที่ดีสำหรับการบริหารจัดการ Cloud Infrastructure และ  Application ที่ถูกพัฒนามาสำหรับ Cloud โดยเฉพาะ แต่อาจจะยังไม่ตอบโจทย์ในสภาพแวดล้อมที่มี Workload หลายรูปแบบ หรือมีการทำงานร่วมกันระหว่างเทคโนโลยี Cloud และส่วนที่ไม่ใช่ Cloud

สุดท้ายแม้ว่าจะสามารถดาวน์โหลด OpenStack ฟรีจาก GitHub แต่ควรมองถึงด้านอื่นๆในการใช้งาน Cloud มากกว่า เช่น ทักษะในการจัดการ Cloud ได้มายังไง? การอัพเดตและ Administer ระบบ Cloud ยากแค่ไหน? ถ้ามีปัญหาขึ้นมาจะเรียกหาใครได้บ้าง? ซึ่งบ่อยครั้งที่มีการปรับเปลี่ยนระบบตามความก้าวหน้าของเทคโนโลยีแต่ไม่ได้คำนึงถึงผลกระทบใดๆ เลย

เรียนรู้แหล่งข้อมูลขนาดใหญ่เพื่อใช้สอบ OpenStack Certificate

Open Stack Certificate Administrator หรือใบการันตรีความเชี่ยวชาญด้านการดูแล ระบบ OpenStack ไว้ในครอบครอง ซึ่งใครๆก็สามารถ สอบ Open Stack Certificate เมื่อถ้าสอบผ่าน ก็จะได้รับการยืนยันให้เป็นผู้ชำนาญด้าน OpenStack ซึ่งสามารถนำใบรับรองมาใช้รับรองความสามารถของเราในการดูแลระบบ OpenStack ได้ ซึ่งสามารถใช้ในการสมัครงานในตำแหน่งระดับสูง ซึ่งเป็นอีกหนึ่งตัวที่การันตีว่าเรามีความรู้ทางด้านนี้ ซึ่งก่อนที่จะสอบเราสามารถเรียนรู้ได้ตาม 5 ข้อนี้

  1. Open Stack เป็นเรื่องง่าย ซึ่งเป็นแหล่งข้อมูลขนาดใหญ่ที่น่าสนใจ ซึ่งคอยช่วยให้ความช่วยเหลือและมีเครื่องมือที่จะช่วยคุณในการเดินทางได้

2.อีกไม่กี่ปีข้างหน้า Open Stack จะเข้ามามีบทบาทกับมนุษย์เรามากขึ้น จากการสำรวจข้อมูล Open Source ครั้งที่ 9 ค่าเฉลี่ย 78% ของธุรกิจกำลังใช้ software Open Source เพื่อสนับสนุนการดำเนินงานทั้งหมดหรือบางส่วน ในส่วนวิวัฒนาการหรือการพัฒนาของ Open stack ซึ่งมีความโดดเด่นและมีการนำเทคโนโลยีไปใช้ โดยบริษัทขนาดใหญ่และขนาดเล็กกำลังเพิ่มขึ้น และในพื้นที่ของคุณจะมีความเชี่ยวชาญในการพัฒนาซอฟต์แวร์ คุณก็อาจจะต้องเขียนแอพพลิเคชันที่ทำงานบน Open stack

  1. Open Stack เป็นส่วนหนึ่งของชุมชน Open Source ที่ดูมีชีวิตชีวา ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากผู้คนที่มากมาย Open Stack ได้รับการสนับสนุนในทุกๆ วัน

4.มีตัวเลือกมากมายในตลาด โดยอยากแนะนำให้ฝึกอบรม Open Stack Foundation Marketplace และต้องไม่ลืมว่า 55% ของการใช้งาน Open Stack การผลิตทั้งหมดใช้ Ubuntu Open Stack ซึ่งเริ่มต้นเราจะต้องทำให้ง่าย มีความน่าเชื่อถือ และสามารถอับเกรดได้

5.วิศวกรรมคลาวด์ทำได้มากกว่าวิศวกรที่ไม่ใช่คลาวด์วิศวกร Open Stack ทำได้มากกว่าวิศวกรระบบคลาวด์อื่นๆ ซึ่งเป็นอีกอย่างที่ท้าทาย

Cloud bursting คืออะไร?

ปัจจุบันนี้แทบทุกองค์กรเริ่มมีการพัฒนาศักยภาพขององค์กรมากยิ่งขึ้น เพื่อหมุนตามโลกที่กำลังหมุนไป โดยการนำเทคโนโลยีมาปรับใช้กับชีวิตเพิ่มขึ้น เพื่อความสะดวก ความเร็ว และเพียงพอต่อการใช้บริการ และเทคโนโลยีที่เป็นตัวช่วยที่ดีขององค์กรนั่นก็คือ Cloud Bursting ตัวช่วยให้องค์กร จัดการกับ Public Cloud ได้ตามที่ต้องการ

ซึ่งเราลองมาทำความรู้จักกับเทคโนโลยี Public Cloud ว่ามีความหมายว่าอย่างไร และสามารถนำมาช่วยให้องค์กรดีขึ้นได้อย่างไร Public Cloud เป็นกระบวนการถ่ายเท Workload ไปมาระหว่าง Private Cloud และ Public Cloud เป็นการตอบสนองต่อการใช้งาน Workload  ซึ่งเป็นการแก้ปัญหาให้ระบบงานช่วยจัดการตัวระบบให้ไม่หนักจนเกินไป ตัวอย่าง ในเว็บไซต์มี Traffic จำนวนมากเกินไป ทำให้ตัวระบบมีข้อมูลที่หนักเกินไป จำเป็นต้องสร้าง Instance เพิ่มขึ้น เพื่อแก้ไขปัญหา เราสามารถแก้ปัญหาด้วยการนำสถาปัตยกรรมแบบ Cloud Bursting มาใช้ให้ Workload เพื่อให้การทำงานเป็นไปได้อย่างราบรื่นและไม่หนักจนเกินไป

เมื่อทำความเข้าใจ Cloud Bursting ไปแล้ว อีสิ่งที่ต้องทำความเข้าใจก็คือ สถาปัตยกรรม Cloud Bursting คือ Private Cloud และ Public Cloud คือสิ่งใหม่ที่ต้องเรียนรู้ซึ่งสร้างความท้ามายไม่น้อย การใช้งานแบบนี้เราต้องคำนึงถึงสิ่งที่ตามมาด้วย นั่นก็คือผลกระทบจากการที่ Cloud ต้องประสบกับปัญหา Network Latency นอกจากนี้เราต้องคำนึงถึงค่าใช้จ่ายอีกด้วย จะเห็นได้ว่าในปัจจุบันมีการนำ Cloud Bursting มาใช้อย่างแพร่หลาย ทำให้องค์กรสามารถพัฒนาได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งการใช้งานนี้ก็ต้องศึกษาข้อมูลให้ละเอียดและเช็คความพร้อมของระบบให้ดี เพื่อป้องกันตัวเองและใช้ระบบได้อย่างมีประสิทธิภาพที่สุด

 

OpenStack เป็นผู้นำ Private Cloud ไม่ได้ ถ้าขาด AWS

OpenStack กำลังมาแรงเป็นกระแสกับบริการ Private Cloud แต่มันอาจยังไม่เพียงพอสำหรับตลาดการแข่งขันในตอนนี้ อีกทั้งการจะประสบความสำเร็จได้นั้นขึ้นอยู่กับ AWS อย่างเลี่ยงไม่ได้

Alan Waite นักวิเคราะห์แห่ง Gartner กล่าวว่า OpenStack ยังมีข้อจำกัดในการใช้งานค่อนข้างเยอะ มีเพียงไม่กี่เคสที่มีการใช้งานเหมาะกับ OpenStack ดังนั้น OpenStack ต้องหาวิธีที่จะทำให้ คลาวด์ ของตนทำงานร่วมกับ Public Cloud ได้มากกว่านี้ และ OpenStack ยังต้องพึ่งพา AWS (Amazon Web Service) แต่ติดปัญหาตรงที่ AWS ไม่ได้ต้องการ OpenStack มากเท่า OpenStack ต้องการ AS

Private หรือ Public ดี?

OpenStack ต้องมอง AWS ในฐานะ Partner ให้ความสำคัญกับ AWS API รวมไปถึง Azure API ที่นับเป็นอีกตัวเลือกหนึ่งในตลาด Robert Cathey PR ของ OpenStack ออกมาชี้ปัญหาของเรื่องนี้ว่า AWS ไม่เห็น OpenStack เป็น Partner ที่คู่ควร แม้ว่าทาง OpenStack จะเล็งเห็นถึงความจำเป็นที่ต้องร่วมงานกับ AWS ก็ตาม ที่เป็นแบบนี้เนื่องจาก AWS ยืนยันที่จะยึดติดกับ Public Cloud ของตัวเองเป็นหลัก ถึงขั้นบอกว่า Private Cloud ไม่ถือว่าเป็น คลาวด์ เพราะมันทำให้พลาดข้อได้เปรียบทั้งหมดของการทำงานในระบบ Cloud

บางฝ่ายอาจพุ่งเป้าไปยังราคาที่ค่อนข้างสูงของ Private Cloud ตามที่ 451 Research จะพยายามเปิดเผย แต่ที่จริงแล้วราคาของ Private Cloud มีความคลุมเครือไม่ต่างจาก Server-based สักเท่าไหร่ อีกทั้งเรื่องราคาไม่ใช่ประเด็นหลักที่ทำให้ผู้คนย้ายมาใช้งาน Public Cloud ขึ้นอยู่กับความสะดวกในการใช้งานมากกว่า

ความหวังสุดท้ายของ Private Cloud

สำหรับหลายๆ บริษัทแล้ว Hybrid Cloud ก็ไม่ต่างอะไรกับ Private Cloud รูปแบบใหม่ หลังจากที่ Private Cloud เดิมไม่สามารถทำได้อย่างที่ต้องการ Hybrid Cloud จึงเป็นสิ่งที่ผู้ให้บริการมือรองหวังที่จะใช้แข่งกับ Amazon และ MicroSoft ทั้งยังกลายมาเป็นทางออกของเหล่าบริษัทที่เห็นแล้วว่า Private Cloud ส่วนตัวไม่เวิร์ค จนต้องเริ่มหันไปหา Public Cloud แทน

Alan Waite ยังยืนยันว่า ตอนนี้ OpenStack เป็นความหวังที่ดีที่สุดที่จะให้ Private Workload Control Layer สามารถทำงานร่วมกับเทคโนโลยีหลากหลายรูปแบบได้ เพราะ OpenStack มี Control plane และ API สำหรับการ Compute ในลักษณะไม่ต่างจากสิ่งที่ Software-defined Networking และ Software-defined Storage ทำสำหรับ Network และ Storage เท่าไหร่ แต่ก็ยังไม่ตอบโจทย์เทียบเท่า AWS และ Public Cloud อยู่ดี จำนวนการใช้งานของ OpenStack ตามจริงมีเพียงแค่หลักร้อย เพราะด้วยข้อจำกัดในการใช้งานและมีไม่กี่เคสที่เหมาะกับ OpenStack

ทว่ายังพอมีหวัง ถ้า OpenStack ผันตัวเองมาเป็น Partner และ Gateway สำหรับการเข้าถึงของ Public Cloud นอกจากนี้ OpenStack ยังต้องการคนกลางที่สามารถจัดระเบียบให้กับความยุ่งเหยิงของ OpenStack และสามารถสร้างความน่าเชื่อถือได้ ดังเช่นที่ Red Hat เคยทำมาแล้วกับ Linux ซึ่งแน่นอนว่า Red Hat เองก็อยู่ในตำแหน่งที่เหมาะสมจะเข้ามาจัดการ OpenStack ด้วยเช่นกัน ช่วงนี้ OpenStack เองก็เริ่มจ่ายเงินปันผลให้กับ Red Hat อย่างจริงจังแล้ว CEO Jim Whitehurst จาก Red Hat ยังเผยว่า OpenStack จ่ายมากว่า 100,000 ดอลล่าร์ ซึ่งนับเป็นหนึ่งใน Deal ที่น่าสนใจไม่ใช่น้อย

หนทางของ OpenStack

แม้ว่า Public Cloud จะเติบโตอย่างรวดเร็ว ดังที่ Thomas Bittman นักวิเคราะห์จาก Gartner ได้ออกมาเผยว่า Workload ใหม่ๆ ดูมีแนวโน้มจะพึ่งพา Public Cloud กันเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งแน่นอนว่าของใหม่ย่อมเติบโตเร็วมากกว่า Workload ของ Data Center แบบเดิมๆ โดยครั้งนี้เร็วกว่าถึง 3 เท่า ทางด้าน Eucalyptus API ที่ทำงานคู่กับ AWS ได้เป็นอย่างดี ดูจะเป็นก้าวที่ชาญฉลาดของ HP แต่สำหรับ OpenStack น่าจะต้องพยายามเพิ่มขึ้นเพื่อร่วมมือกับ AWS

ส่วนความสำเร็จในการใช้งาน OpenStack ของบริษัทชั้นนำอย่าง Walmart เป็นเพียงข้อยกเว้นอย่างหนึ่งเท่านั้น ไม่ใช่ว่าทุกบริษัทจะทำได้แบบนี้ ซึ่ง OpenStack จำเป็นต้องหาหนทางการทำงานที่เข้ากันได้กับ Amazon และ Microsoft เพื่อผลักดันตัวเองให้เป็นมากกว่าแค่เครื่องบังหน้าของกลุ่ม CIO ที่ยังไม่คุ้นชินกับ คลาวด์

จากที่กล่าวไปข้างต้นว่า Red Hat อาจจะเป็นตัวช่วยเบอร์หนึ่งของ OpenStack ก่อนหน้านี้ Red Hat สามารถรัน Red Hat Enterprise Linux ในหลายระบบปฏิบัติการได้ โดยร่วมมือด้าน Data Center กับ AWS และทางองค์กรเองก็ขยับขยาย Management Service ให้ง่ายขึ้นสำหรับการจัดการ Workload จากหลากหลาย Deployment Target ซึ่งวิธีการพวกนี้น่าจะเอามาปรับใช้กับ OpenStack ด้วยเช่นกัน เป็นการเพิ่มฐานลูกค้าผู้ใช้บริการ OpenStack แม้ว่าภาระจะตกไปอยู่ที่ Red Hat มากกว่า AWS ก็ตาม

Paul Cormier ประธานของ Red Hat แสดงความเห็นเกี่ยวกับปัญหาของการบริการ PaaS จากผู้ให้บริการรายอื่นไว้ว่า เมื่อเราสร้าง Application ลงบน PaaS ของคนอื่น ไม่ว่าเป็น Google หรือใครตามก็ตาม มันจะคงอยู่ใน Network นั้นๆ ไม่สามารถเอาออกมาได้ ตัว Application จะรันบน Network ของผู้ให้บริการเท่านั้น ซึ่งนั่นเป็นสิ่งที่ลูกค้าไม่ต้องการ แต่ Red Hat สามารถแก้ปัญหาได้ โดยการสร้าง Platform สำหรับ Different Deployment Target นับเป็นโชคดีของ OpenStack ที่ Red Hat ออกปากแล้วว่าอยากให้ OpenStack ทำงานร่วมกับ AWS ได้ ที่เหลือก็ต้องรอดูกันต่อไปแล้วล่ะ ว่าจะสามารถทำความต้องการนี้ให้เกิดขึ้นจริงได้หรือไม่

 

OpenStack ในสายตาผู้เชี่ยวชาญ 6 ปีที่ผ่านมาเป็นอย่างไร ?

หลังจากการเปิดตัวของ OpenStack ต้องบอกว่าได้รับกระแสการตอบรับที่ดีมาก แต่ว่าจำนวนคนที่นำไปใช้งานจริงๆ กลับน้อยกว่ามาก แล้วอะไรคือสาเหตุ ใช้งานยาก ? ยังไม่เหมาะ? หรือยังไม่สมบูรณ์? ถึงแม้ Rackspace และ NASA ร่วมกันพัฒนา OpenStack แล้วเปิดให้ใช้งานในฐานะ Open Source Cloud Platform เป็นที่เรียบร้อยแต่ทิศทางการเติบโตก็ยังไม่โตเท่าที่ควร หรือว่ากันง่ายๆคือยังไม่รู้ว่าอนาคตของ OpenStack จะไปจบที่ทิศทางไหนนั่นเอง

 

Brian Kirsch จาก  Milwaukee Area Technical College

ได้กล่าวไว้ว่า “Open source cloud creation platform อย่าง OpenStack มีขีดความสามารถทำอะไรได้มากและถูกออกแบบขึ้นมาเพื่อ Cloud โดยเฉพาะบริษัท Hosting หรือจะคู่แข่งทางเทคโนโลยี หลายๆ บริษัทที่จะก้าวขึ้นเป็นที่ 1 ในด้านเทคโนโลยีล้วนต้องมีส่วนเกี่ยวข้องกับ OpenStack ไม่ว่าทางใดก็ทางหนึ่ง และตัว Platform ของ OpenStack เองถือว่ามีความโดดเด่นอยู่หลายด้านสำหรับ Open Source อย่างไรก็ตาม OpenStack ไม่ได้รับความสนใจในวงกว้างที่จริงแล้วมันเรียกได้เลยว่ามีคนนำไปใช้งานค่อนข้างน้อย เพราะจุดอ่อนข้อใหญ่ของ OpenStack คือยากต่อการติดตั้งและการใช้งาน ถ้าจะมีถามว่ายากในระดับไหน ก็คงตอบได้ว่าขึ้นอยู่กับพื้นฐานประสบการณ์และการฝึกฝนของผู้ใช้ ถึงแม้จะมี Online Guide ที่ค่อนข้างครอบคลุม แต่ก็ยังต้องการสารพัด Command Line ที่ถูกต้องอีกหลายขั้นตอน รวมทั้ง Input ต่างๆ สำหรับการติดตั้งและใช้งาน OpenStack และขั้นตอนซับซ้อนพวกนี้จะไม่ส่งผลอะไรกับฟีเจอร์ของ OpenStack แต่กระทบเข้าเต็มๆ กับอัตราการเลือกใช้งานในวงการ IT เราต้องการสร้างสิ่งที่ยิ่งใหญ่จากทรัพยากรจำนวนน้อย และการที่ต้องใช้คนกับเวลาจำนวนมากหมดไปกับการติดตั้ง OpenStack แลกกับการประหยัดงบประมาณของระบบปฏิบัติการสำหรับใช้งานบน Cloud ที่จริงแล้วมันเกิดความคุ้มค่าจริงเหรอ? ใครๆ ต่างก็อยากประหยัดค่า Lincense ด้วยการหันมาหา Open source กันทั้งนั้น แต่สุดท้ายแล้วมันจะเหมือนในของกรณี Linux สำหรับ Desktop ที่ทราบกันว่าผลสุดท้ายออกมาอย่างไร….

Brian Kirsch  ได้กล่าวไว้ว่า OpenStack นั้นยังไม่เหมาะสำหรับผู้ใช้งานทางด้าน ITเพราะมันควรจะจะง่ายต่อการใช้งาน ถ้า OpenStack  อยากจะเติบโตไปเป็นอนาคตของเทคโนโลยีจะต้องพัฒนาไม่ใช่การไปนั่งเขียนเอกสารอธิบายวิธีการใช้งานให้กับผู้ที่สนใจ