รู้จัก OpenStack แบบง่ายๆ

อะไรคือสิ่งที่ทำให้ OpenStack โดดเด่นกว่าคู่แข่งรายอื่น เท่าที่รู้ๆกันอยู่ว่า OpenStack กำลังได้รับการตอบรับมากขึ้น ในฐานะ Open Source สำหรับ Private Cloud ซึ่งเราจะพาไปทำความรู้จักกับ Ecosystem ของ OpenStack

OpenStack กับ Amazon EC2 อาจดูคล้ายกัน เพราะผู้ใช้สามารถ Provision VM จาก Dashboard หรือ API ได้เหมือนกัน แต่ข้อแตกต่างหลักๆ นอกจาก OpenStack เป็นของฟรี ก็คือ Amazon EC2 เป็นบริการ Public Cloud เท่านั้น ส่วน OpenStack ผู้ใช้สามารถเลือกได้ว่าจะใช้เป็น Private Cloud ของ OpenStack หรือจะสมัคร Public Cloud จากตัวแทนผู้ให้บริการของ OpenStack ก็ได้

ต้องเข้าใจก่อนว่า OpenStack ไม่ใช่ Hypervisor แต่ถูกสร้างเพื่อทำงานร่วมกับ Hypervisor ที่แตกต่างกัน โดย User สามารถเลือกได้ว่าจะ Deploy Hypervisor บนตัวเครื่อง (machine) หรือบน OS ที่ Built-in มากับ Hypervisor เช่น Linux KVM เป็นต้น นอกจากนี้ OpenStack ยังทำให้ User สามารถนำ VM ไปติดตั้งบน Bare-Metal Server (เซิร์ฟเวอร์สำหรับผู้ใช้คนเดียว) ได้อีกด้วย

Component หลักของ OpenStack 

  • Horizon (Dashboard) : เป็น User Interface (UI) แบบ Web-based
  • Nova (Compute) : ประกอบด้วย Controller และ Compute Nodes ที่ดึง VM image มาจาก OpenStack image service และสร้าง VM บนเซิร์ฟเวอร์ที่เราต้องการ โดยมี APIs ที่แตกต่างกันตาม Platforms เช่น XenAPI, VMwareAPI, libvirt for Linux KVM (QEMU), Amazon EC2, และ Microsoft Hyper-V เป็นต้น
  • Neutron (Networking) : สำหรับสร้าง Virtual Network, Network Interface และทำหน้าที่เชื่อมต่อกับ Networking Products จากตัวแทนผู้ให้บริการอื่นๆ
  • Swift (Object storage) : หลักการทำงานเหมือน Amazon S3 โดยจะบันทึกข้อมูลแบบเดี่ยวอย่าง image เก็บไว้โดยใช้ระบบ REST Web service
  • Cinder (Block storage) : คล้ายกับ Swift โดยจะเก็บ disk file ต่างๆ เช่น Log และเปิดให้เพิ่มเติมข้อมูลเข้าไปได้ ในขณะที่ Swift จะให้เก็บแทนที่ของเดิมเท่านั้น
  • Keystone (indentity storage) : เป็นคำสั่งที่เปิดให้ User และ Process สามารถเข้าถึง Tools ต่างๆ ของ OpenStack ได้โดยสร้าง Autentication Token ขึ้นมา
  • Glance (Image service) : เป็นตัวหลักของ OpenStack ในฐานะ Cloud Operating System คือ การสร้าง VM image ขึ้นมา โดย Glance คือแคตตาล็อครวม VM ที่อัพโหลดเอาไว้และเปิดให้ใช้ภายในองค์กร
  • Trove (database server) : เป็นตัวสนับสนุนการทำงานของ Database ที่ต่างกัน

นอกจากนี้ Component ของ OpenStack ยังใช้ MySQL Database ที่หลากหลาย สามารถทำงานร่วมกับ Python รวมทั้งใช้ Command line interface ของ Python ได้อีกด้วย ตัวอย่างเช่น

– คำสั่งดาวน์โหลด Keystone จากเซิร์ฟเวอร์ Linux ที่เก็บข้อมูลแบบ Public :

apt-get install keystone python-keystoneclient

– คำสั่งสร้าง User บน Keystone

keystone user-create –name Sam –description “Sam” :

– คำสั่งลิสต์ชื่อ VM images ด้วย Nova

nova image-list :

– คำสั่งเปิด Python Shell ก็ทำได้ง่ายๆ แค่พิมพ์ Python แล้วตามด้วย :

from keystoneclient.v2_0 import client

ถ้าไม่ถนัด Python CLI (Command Line Interface) จะสลับไปใช้ Dashboard แบบคลิกก็ได้เหมือนกัน

OpenStack ในฐานะแพลตฟอร์มแบบ Open source

Nasa และ Rackspace เป็นผู้เริ่มต้นพัฒนา OpenStack ก่อนจะเปิดเป็น Open Source ให้โปรแกรมเมอร์สามารถนำไปพัฒนาต่อได้ตามต้องการ โดยตรวจสอบ Source code ได้ทาง Github ทั้งนี้พวกโปรแกรมเมอร์ผู้พัฒนาระบบ OpenStack เองก็ทำงานให้กับองค์กรใหญ่ที่นำ OpenStack ไปใช้ด้วยเหมือนกัน เช่น Rackspace และ Paypal เป็นต้น

นอกจากนี้ยังมีโปรเจคเกี่ยวกับ OpenStack อีกหลายโครงการ ส่วนมากจะเป็นโปรเจคเฉพาะด้าน เช่น การติดตั้งแบบ bare-metal ผู้ที่สนใจหรืออยากจะทดลองใช้งาน ทาง OpenStack ก็มี Development Version ให้ลองเล่นกันได้โดยนำไปติดตั้งบน Ubuntu Linux หรือจะใช้ OpenStack Autopilot wizard ในการสั่ง Deploy ก็ได้ ส่วน Source code ไม่จำเป็น เพราะ OpenStack สามารถหาได้จาก Python package โดยใช้ Tools ชื่อ apt-get ในการติดตั้ง

OpenStack เป็นแพลตฟอร์มการจัดการระบบ คลาวด์

หลายคนยังตั้งข้อสงสัยว่า OpenStack สรุปแล้วคืออะไร มันคือโปรแกรม Cloud Management Platform (CMP) หรือเปล่า นั่นคือ 1 คำถาม ในจำนวนคำถามอีกมากมายเกี่ยวกับ OpenStack ซึ่งเราจะมาอธิบายในเรื่องของ OpenStack ให้หายข้องใจกันสะที

OpenStack Cloud Software เป็นโปรแกรมช่วยจัดมาตรฐานและจัดการความซับซ้อนของการจัดการ Cloud Infrastructure แบบผสม หลากหลายผู้นำอุตสาหกรรมด้าน Storage, Networking และ Compute ต่างก็สนับสนุน OpenStack โดยการให้ Code สำหรับเรียกการทำงานของอุปกรณ์ ทำให้

–      สามารถ Provision เครื่อง Virtual Server ได้

–      เสริมพื้นที่จัดเก็บข้อมูลให้กับ Server

–      ตั้งค่าระบบรักษาความปลอดภัย และระบบ Network ได้ง่ายขึ้น

หนึ่งในผู้พัฒนากล่าวว่า “OpenStack พิเศษตรงที่ผู้ใช้สามารถควบคุมและ Scale ระบบ Compute ที่แตกต่างกันได้ รวมทั้งจัดการกับพื้นที่จัดเก็บข้อมูลและ Networking ได้ผ่านทาง Open API” ถือว่าเป็นเรื่องดีสำหรับ OpenStack Developer และไม่มีอะไรเหมาะสมกับ Cloud Application ได้เท่ากับ OpenStack อีกแล้ว โดยเฉพาะกับ Application ที่ถูกออกแบบมาให้รันบน Cloud Node ที่มีการเรียกใช้ Ephemeral Storage และ Database ที่สามารถ Scale แบบ Horizontal ได้ เช่น mongoDB เป็นต้น ซึ่ง Application ส่วนใหญ่ใน Data Center ไม่ได้ถูกออกแบบมาเช่นนี้ โดยมากแล้วจะรันบน Bare Metal หรือ Virtual Machine ที่ Scale ข้อมูลแบบ Vertical ด้วยการเพิ่มจำนวน Physical Resource เช่นพวก Exchange Oracle หรือ WebSphere ซึ่งทาง OpenStack.org ได้เห็นความสำคัญของข้อแตกต่างและพบว่าวิธีใช้งานที่ดีที่สุด คือ การรัน OpenStack สำหรับ Application รูปแบบใหม่ที่มี โครงสร้าง Cloud ควบคู่ไปกับการรัน Application แบบดั้งเดิมบน Virtual หรือ Physical Infrastructure

ตอนนี้ OpenStack Community ได้พัฒนา Open Source จากพื้นฐานความสามารถหลักในระบบ Compute Sorage และ Network ทั้งด้านความสามารถการใช้งาน  การจัดการ และความปลอดภัย รวมไปถึงการเพิ่มฟังก์ชั่นการจัดการ Image, Monitoring, Reporting, DBaaS ด้วย แน่นอนว่า OpenStack มีความสามารถหลายอย่างที่ตรงกับคุณสมบัติของ CMP แต่การจัดการบริการ Infrastructure สำหรับ Application แบบเดิมที่รันบนระบบแบบ Physical หรือ Virtualized นั้นยังขาดคุณสมบัติการใช้งาน ความยืดหยุ่น และการควบคุม ที่ตอบโจทย์การให้บริการ Cloud  ซึ่งมีวิธีที่จะมาเติมเต็มในส่วนที่ขาด ดังนี้

–      หา Project ตัวอื่นของ OpenStack มาเสริม ซึ่งมักจะเป็นโปรเจ็กต์ชั่วคราวที่ผ่าน

การทดสอบมาน้อย ทำให้ต้องการบุคลากรที่มีความรู้เรื่อง OpenStack เพื่อติดตั้ง

บำรุงรักษา

–      ลงทุนกับ Cloud Management Platform ของผู้ให้บริการรายอื่นที่รองรับการใช้งาน

OpenStack

CMP จากผู้ให้บริการมีความสามารถเติมเต็มในส่วนที่ OpenStack ขาด ในขณะเดียวกันก็มีบริการซัพพอร์ต ที่ช่วยลดความเสี่ยงในการใช้ซอฟต์แวร์แบบ Open Source ด้วย ดังนั้นในการเลือกผู้ให้บริการจึงควรตรวจสอบสภาพแวดล้อม ทรัพยากร และประเมินการใช้งานเทคโนโลยีรุ่นเก่ากับเทคโนโลยี Cloud ของตนตามความเป็นจริง และนำมาเปรียบเทียบกับความสามารถของตัวองค์กร ว่าจะเปลี่ยนไปใช้ Cloud ได้หรือไม่ หลายครั้งมีองค์กรออกมาประกาศว่าจะทำให้ทุกอย่างจะขึ้นไปอยู่บน Cloud ทั้งหมด แต่กลับล้มเหลวเพราะสู้ค่าใช้จ่ายในการปรับโครงสร้าง Application ไม่ไหว ถึงอย่างนั้นความต้องการที่จะมีสภาพแวดล้อมการใช้งานทั้ง Cloud และ Virtualized Application ร่วมกับการจัดการบริการ IT ที่เปลี่ยนไป ตลอดจนการควบคุมทรัพยากรทั้ง Physical และ Virtual ก็ยังมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ

คำถามที่ว่า OpenStack คือตัวเลือกที่ใช่สำหรับระบบ Cloud หรือเปล่า? และเหมาะสมกับการใช้งานแบบไหน? ยังคงขึ้นอยู่กับแผนการจัดการ Workload และแผนการใช้งาน Cloud ของแต่ละองค์กร ซึ่ง OpenStack เป็นอุปกรณ์ที่ดีสำหรับการบริหารจัดการ Cloud Infrastructure และ  Application ที่ถูกพัฒนามาสำหรับ Cloud โดยเฉพาะ แต่อาจจะยังไม่ตอบโจทย์ในสภาพแวดล้อมที่มี Workload หลายรูปแบบ หรือมีการทำงานร่วมกันระหว่างเทคโนโลยี Cloud และส่วนที่ไม่ใช่ Cloud

สุดท้ายแม้ว่าจะสามารถดาวน์โหลด OpenStack ฟรีจาก GitHub แต่ควรมองถึงด้านอื่นๆในการใช้งาน Cloud มากกว่า เช่น ทักษะในการจัดการ Cloud ได้มายังไง? การอัพเดตและ Administer ระบบ Cloud ยากแค่ไหน? ถ้ามีปัญหาขึ้นมาจะเรียกหาใครได้บ้าง? ซึ่งบ่อยครั้งที่มีการปรับเปลี่ยนระบบตามความก้าวหน้าของเทคโนโลยีแต่ไม่ได้คำนึงถึงผลกระทบใดๆ เลย

OpenStack เป็นผู้นำ Private Cloud ไม่ได้ ถ้าขาด AWS

OpenStack กำลังมาแรงเป็นกระแสกับบริการ Private Cloud แต่มันอาจยังไม่เพียงพอสำหรับตลาดการแข่งขันในตอนนี้ อีกทั้งการจะประสบความสำเร็จได้นั้นขึ้นอยู่กับ AWS อย่างเลี่ยงไม่ได้

Alan Waite นักวิเคราะห์แห่ง Gartner กล่าวว่า OpenStack ยังมีข้อจำกัดในการใช้งานค่อนข้างเยอะ มีเพียงไม่กี่เคสที่มีการใช้งานเหมาะกับ OpenStack ดังนั้น OpenStack ต้องหาวิธีที่จะทำให้ คลาวด์ ของตนทำงานร่วมกับ Public Cloud ได้มากกว่านี้ และ OpenStack ยังต้องพึ่งพา AWS (Amazon Web Service) แต่ติดปัญหาตรงที่ AWS ไม่ได้ต้องการ OpenStack มากเท่า OpenStack ต้องการ AS

Private หรือ Public ดี?

OpenStack ต้องมอง AWS ในฐานะ Partner ให้ความสำคัญกับ AWS API รวมไปถึง Azure API ที่นับเป็นอีกตัวเลือกหนึ่งในตลาด Robert Cathey PR ของ OpenStack ออกมาชี้ปัญหาของเรื่องนี้ว่า AWS ไม่เห็น OpenStack เป็น Partner ที่คู่ควร แม้ว่าทาง OpenStack จะเล็งเห็นถึงความจำเป็นที่ต้องร่วมงานกับ AWS ก็ตาม ที่เป็นแบบนี้เนื่องจาก AWS ยืนยันที่จะยึดติดกับ Public Cloud ของตัวเองเป็นหลัก ถึงขั้นบอกว่า Private Cloud ไม่ถือว่าเป็น คลาวด์ เพราะมันทำให้พลาดข้อได้เปรียบทั้งหมดของการทำงานในระบบ Cloud

บางฝ่ายอาจพุ่งเป้าไปยังราคาที่ค่อนข้างสูงของ Private Cloud ตามที่ 451 Research จะพยายามเปิดเผย แต่ที่จริงแล้วราคาของ Private Cloud มีความคลุมเครือไม่ต่างจาก Server-based สักเท่าไหร่ อีกทั้งเรื่องราคาไม่ใช่ประเด็นหลักที่ทำให้ผู้คนย้ายมาใช้งาน Public Cloud ขึ้นอยู่กับความสะดวกในการใช้งานมากกว่า

ความหวังสุดท้ายของ Private Cloud

สำหรับหลายๆ บริษัทแล้ว Hybrid Cloud ก็ไม่ต่างอะไรกับ Private Cloud รูปแบบใหม่ หลังจากที่ Private Cloud เดิมไม่สามารถทำได้อย่างที่ต้องการ Hybrid Cloud จึงเป็นสิ่งที่ผู้ให้บริการมือรองหวังที่จะใช้แข่งกับ Amazon และ MicroSoft ทั้งยังกลายมาเป็นทางออกของเหล่าบริษัทที่เห็นแล้วว่า Private Cloud ส่วนตัวไม่เวิร์ค จนต้องเริ่มหันไปหา Public Cloud แทน

Alan Waite ยังยืนยันว่า ตอนนี้ OpenStack เป็นความหวังที่ดีที่สุดที่จะให้ Private Workload Control Layer สามารถทำงานร่วมกับเทคโนโลยีหลากหลายรูปแบบได้ เพราะ OpenStack มี Control plane และ API สำหรับการ Compute ในลักษณะไม่ต่างจากสิ่งที่ Software-defined Networking และ Software-defined Storage ทำสำหรับ Network และ Storage เท่าไหร่ แต่ก็ยังไม่ตอบโจทย์เทียบเท่า AWS และ Public Cloud อยู่ดี จำนวนการใช้งานของ OpenStack ตามจริงมีเพียงแค่หลักร้อย เพราะด้วยข้อจำกัดในการใช้งานและมีไม่กี่เคสที่เหมาะกับ OpenStack

ทว่ายังพอมีหวัง ถ้า OpenStack ผันตัวเองมาเป็น Partner และ Gateway สำหรับการเข้าถึงของ Public Cloud นอกจากนี้ OpenStack ยังต้องการคนกลางที่สามารถจัดระเบียบให้กับความยุ่งเหยิงของ OpenStack และสามารถสร้างความน่าเชื่อถือได้ ดังเช่นที่ Red Hat เคยทำมาแล้วกับ Linux ซึ่งแน่นอนว่า Red Hat เองก็อยู่ในตำแหน่งที่เหมาะสมจะเข้ามาจัดการ OpenStack ด้วยเช่นกัน ช่วงนี้ OpenStack เองก็เริ่มจ่ายเงินปันผลให้กับ Red Hat อย่างจริงจังแล้ว CEO Jim Whitehurst จาก Red Hat ยังเผยว่า OpenStack จ่ายมากว่า 100,000 ดอลล่าร์ ซึ่งนับเป็นหนึ่งใน Deal ที่น่าสนใจไม่ใช่น้อย

หนทางของ OpenStack

แม้ว่า Public Cloud จะเติบโตอย่างรวดเร็ว ดังที่ Thomas Bittman นักวิเคราะห์จาก Gartner ได้ออกมาเผยว่า Workload ใหม่ๆ ดูมีแนวโน้มจะพึ่งพา Public Cloud กันเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งแน่นอนว่าของใหม่ย่อมเติบโตเร็วมากกว่า Workload ของ Data Center แบบเดิมๆ โดยครั้งนี้เร็วกว่าถึง 3 เท่า ทางด้าน Eucalyptus API ที่ทำงานคู่กับ AWS ได้เป็นอย่างดี ดูจะเป็นก้าวที่ชาญฉลาดของ HP แต่สำหรับ OpenStack น่าจะต้องพยายามเพิ่มขึ้นเพื่อร่วมมือกับ AWS

ส่วนความสำเร็จในการใช้งาน OpenStack ของบริษัทชั้นนำอย่าง Walmart เป็นเพียงข้อยกเว้นอย่างหนึ่งเท่านั้น ไม่ใช่ว่าทุกบริษัทจะทำได้แบบนี้ ซึ่ง OpenStack จำเป็นต้องหาหนทางการทำงานที่เข้ากันได้กับ Amazon และ Microsoft เพื่อผลักดันตัวเองให้เป็นมากกว่าแค่เครื่องบังหน้าของกลุ่ม CIO ที่ยังไม่คุ้นชินกับ คลาวด์

จากที่กล่าวไปข้างต้นว่า Red Hat อาจจะเป็นตัวช่วยเบอร์หนึ่งของ OpenStack ก่อนหน้านี้ Red Hat สามารถรัน Red Hat Enterprise Linux ในหลายระบบปฏิบัติการได้ โดยร่วมมือด้าน Data Center กับ AWS และทางองค์กรเองก็ขยับขยาย Management Service ให้ง่ายขึ้นสำหรับการจัดการ Workload จากหลากหลาย Deployment Target ซึ่งวิธีการพวกนี้น่าจะเอามาปรับใช้กับ OpenStack ด้วยเช่นกัน เป็นการเพิ่มฐานลูกค้าผู้ใช้บริการ OpenStack แม้ว่าภาระจะตกไปอยู่ที่ Red Hat มากกว่า AWS ก็ตาม

Paul Cormier ประธานของ Red Hat แสดงความเห็นเกี่ยวกับปัญหาของการบริการ PaaS จากผู้ให้บริการรายอื่นไว้ว่า เมื่อเราสร้าง Application ลงบน PaaS ของคนอื่น ไม่ว่าเป็น Google หรือใครตามก็ตาม มันจะคงอยู่ใน Network นั้นๆ ไม่สามารถเอาออกมาได้ ตัว Application จะรันบน Network ของผู้ให้บริการเท่านั้น ซึ่งนั่นเป็นสิ่งที่ลูกค้าไม่ต้องการ แต่ Red Hat สามารถแก้ปัญหาได้ โดยการสร้าง Platform สำหรับ Different Deployment Target นับเป็นโชคดีของ OpenStack ที่ Red Hat ออกปากแล้วว่าอยากให้ OpenStack ทำงานร่วมกับ AWS ได้ ที่เหลือก็ต้องรอดูกันต่อไปแล้วล่ะ ว่าจะสามารถทำความต้องการนี้ให้เกิดขึ้นจริงได้หรือไม่

 

OpenStack ในสายตาผู้เชี่ยวชาญ 6 ปีที่ผ่านมาเป็นอย่างไร ?

หลังจากการเปิดตัวของ OpenStack ต้องบอกว่าได้รับกระแสการตอบรับที่ดีมาก แต่ว่าจำนวนคนที่นำไปใช้งานจริงๆ กลับน้อยกว่ามาก แล้วอะไรคือสาเหตุ ใช้งานยาก ? ยังไม่เหมาะ? หรือยังไม่สมบูรณ์? ถึงแม้ Rackspace และ NASA ร่วมกันพัฒนา OpenStack แล้วเปิดให้ใช้งานในฐานะ Open Source Cloud Platform เป็นที่เรียบร้อยแต่ทิศทางการเติบโตก็ยังไม่โตเท่าที่ควร หรือว่ากันง่ายๆคือยังไม่รู้ว่าอนาคตของ OpenStack จะไปจบที่ทิศทางไหนนั่นเอง

 

Brian Kirsch จาก  Milwaukee Area Technical College

ได้กล่าวไว้ว่า “Open source cloud creation platform อย่าง OpenStack มีขีดความสามารถทำอะไรได้มากและถูกออกแบบขึ้นมาเพื่อ Cloud โดยเฉพาะบริษัท Hosting หรือจะคู่แข่งทางเทคโนโลยี หลายๆ บริษัทที่จะก้าวขึ้นเป็นที่ 1 ในด้านเทคโนโลยีล้วนต้องมีส่วนเกี่ยวข้องกับ OpenStack ไม่ว่าทางใดก็ทางหนึ่ง และตัว Platform ของ OpenStack เองถือว่ามีความโดดเด่นอยู่หลายด้านสำหรับ Open Source อย่างไรก็ตาม OpenStack ไม่ได้รับความสนใจในวงกว้างที่จริงแล้วมันเรียกได้เลยว่ามีคนนำไปใช้งานค่อนข้างน้อย เพราะจุดอ่อนข้อใหญ่ของ OpenStack คือยากต่อการติดตั้งและการใช้งาน ถ้าจะมีถามว่ายากในระดับไหน ก็คงตอบได้ว่าขึ้นอยู่กับพื้นฐานประสบการณ์และการฝึกฝนของผู้ใช้ ถึงแม้จะมี Online Guide ที่ค่อนข้างครอบคลุม แต่ก็ยังต้องการสารพัด Command Line ที่ถูกต้องอีกหลายขั้นตอน รวมทั้ง Input ต่างๆ สำหรับการติดตั้งและใช้งาน OpenStack และขั้นตอนซับซ้อนพวกนี้จะไม่ส่งผลอะไรกับฟีเจอร์ของ OpenStack แต่กระทบเข้าเต็มๆ กับอัตราการเลือกใช้งานในวงการ IT เราต้องการสร้างสิ่งที่ยิ่งใหญ่จากทรัพยากรจำนวนน้อย และการที่ต้องใช้คนกับเวลาจำนวนมากหมดไปกับการติดตั้ง OpenStack แลกกับการประหยัดงบประมาณของระบบปฏิบัติการสำหรับใช้งานบน Cloud ที่จริงแล้วมันเกิดความคุ้มค่าจริงเหรอ? ใครๆ ต่างก็อยากประหยัดค่า Lincense ด้วยการหันมาหา Open source กันทั้งนั้น แต่สุดท้ายแล้วมันจะเหมือนในของกรณี Linux สำหรับ Desktop ที่ทราบกันว่าผลสุดท้ายออกมาอย่างไร….

Brian Kirsch  ได้กล่าวไว้ว่า OpenStack นั้นยังไม่เหมาะสำหรับผู้ใช้งานทางด้าน ITเพราะมันควรจะจะง่ายต่อการใช้งาน ถ้า OpenStack  อยากจะเติบโตไปเป็นอนาคตของเทคโนโลยีจะต้องพัฒนาไม่ใช่การไปนั่งเขียนเอกสารอธิบายวิธีการใช้งานให้กับผู้ที่สนใจ

เรียน OpenStack ประตูสู่ธุรกิจที่ก้าวไกล

เมื่อเราคิดที่จะทำธุรกิจขึ้น สักหนึ่งธุรกิจ คำถามแรกที่ทุกคนต้องคิดก็คือ ทำอย่างไรถึงจะประสบความสำเร็จ แน่นอนว่าคงไม่มีใครอยากทำธุรกิจแล้วเจ๊งหรอก แต่ก็อย่างที่รู้ๆว่ามันมีหลายปัจจัยแน่นอนที่จะทำให้ธุรกิจประสบความสำเร็จได้ เริ่มจากภายในองค์ ก็ถือว่าเป็นปัจจัยในการช่วยให้ธุรกิจประสบความสำเร็จ ทำไมนะหรอ คำตอบง่ายๆ ถ้าเราลดขั้นตอนการทำงานให้น้อยลงกว่าคู่แข่งขันได้ เราก็ยิ่งก้าวเร็วกว่าคู่แข็งไปแล้ว 1 ก้าว คำถามต่อมาแล้วทำอย่างไรที่จะลดขั้นตอนการทำงานภายในองค์กรให้น้อยลงละ แล้วถ้าขอถามกลับว่า คุณรู้จัก OpenStack ไหม

เจ้า OpenStack นี้แหละที่เป็นอีกหนึ่งตัวช่วยในการจัดเก็บข้อมูลขององค์กรให้เป็นระเบียบและใช้งานง่ายยิ่งขึ้น แต่ถ้าเราไม่มีความรู้เกี่ยวกับ OpenStack ล่ะ?

หลายองค์กรมีการเปิดสอน OpenStack กันอย่างแพร่หลาย ซึ่งเป็นช่องทางให้ผู้ประกอบการต่างๆ ได้มาศึกษาหาความรู้เพิ่มเติม หรือ เรียน OpenStack ซึ่งจะช่วยให้ผู้ประกอบการมีความรู้ความเข้าใจ และนำ OpenStack มาใช้งานได้ดียิ่งขึ้น วันนี้เรามีเหตุผลดีๆ ที่ควรเรียน OpenStack มาฝากกัน มาดูกันเลยว่ามีข้อดีอย่างไรบ้าง

  1. OpenStack ไม่ใช่เรื่องยาก

OpenStack เป็นแหล่งข้อมูลขนาดใหญ่ ที่สามารถเข้าถึงได้ง่าย จึงง่ายต่อการเรียน OpenStack ทั้งยังมีเหล่า Community ขนาดใหญ่ที่คอยให้ความสนับสนุน ซึ่งจะช่วยให้การใช้งานของคุณเป็นเรื่องง่าย

  1. ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า OpenStack จะเข้ามามีบทบาทกับองค์กรธุรกิจ ดังนั้นการเรียนไว้ก่อน เป็นเรืองที่ดี

จากการสำรวจ Open Source ประจำปีครั้งที่ 9 พบว่า 78% ขององค์กรธุรกิจกำลังใช้ OpenStack ในการดำเนินงานทั้งหมด หรือบางส่วนขององค์กร ซึ่งถือว่ามีแนวโน้มไปในทางที่ดี เพราะองค์กรทั้งขนาดกลางและขนาดใหญ่ก็หันมาใช้กันอย่างแพร่หลาย ดังนั้นการรู้ไว้ก่อนย่อมไม่เสียหาย

  1. มาเป็นส่วนหนึ่งของชุมชน Open Source ซึ่งเป็นชุมชนขนาดใหญ่

OpenStack ได้รับการสนับสนุนจากนักลงทุน ดังนั้นคุณจึงมั่นใจได้ว่า จะได้รับการสนับสนุนอย่างสม่ำเสมอแน่นอน

  1. มีตัวเลือกให้เลือกมากมาย

ในเบื้องต้นแนะนำให้เรียน OpenStack ในส่วนของ OpenStack Foundation Marketplace จากนั้นก็เลือกจากใช้งานที่เหมาะสมกับคุณมากที่สุด โดย 55% ของการใช้งาน OpenStack จะใช้การผลิตจาก Ubuntu OpenStack ซึ่งเชื่อถือได้ ทั้งยังสามารถอัปเกรดได้อีกด้วย

  1. เรียน OpenStack เพื่อรายได้ที่เพิ่มมากขึ้น

วิศวกรของระบบคลาวด์จะทำงานได้ดีกว่าวิศวกรอื่นๆ แต่วิศวกร OpenStack ก็ทำงานได้ดีกว่าวิศวกรคลาวด์เช่นกัน ดังนั้นการใช้ OpenStack ย่อมสร้างประสิทธิภาพที่ดีกว่าให้กับองค์กรของคุณแน่นอน

การเรียน OpenStack เป็นสิ่งที่ผู้ประกอบการควรให้ความสนใจ เพราะจะทำให้เราได้เปรียบในเชิงธุรกิจมากขึ้น ทั้งยังลดความกังวลกับการจัดการระบบข้อมูล และทำให้โฟกัสกับงานหลักได้ดียิ่งขึ้น

OpenStack Training การลงทุนที่ได้มามากกว่ากำไร

โลกดิจิตอลแบบนี้ บอกได้เลยว่าเทคโนโลยีมีส่วนช่วยในการขับเคลื่อนธุรกิจเป็นอย่างมาก ในบางองค์กรก็ได้ใช้เทคโนโลยีเข้ามาเป็นตัวช่วยในการบริหารจัดการข้อมูลที่มีอยู่มากมายให้ลงตัวขึ้นได้ ดังเช่นระบบการเก็บข้อมูลที่ใหญ่ และมีประสิทธิภาพสูงอย่าง OpenStack แต่กว่าจะเข้าใจระบบทั้งหมด และนำมาใช้งานให้เกิดประโยชน์สูงสุดได้ อาจจะต้องผ่านการศึกษาข้อมูลและรายละเอียดต่างๆ รวมไปถึงการเข้าคอร์ส OpenStack Training เพื่อนำมาใช้กับองค์กรของตน

ซึ่งเราต้องมาทำความรู้จักกับ OpenStack  กันคร่าวๆ ก่อนว่าจริงๆ แล้วคืออะไรกันแน่

ก่อนอื่นเลยต้องบอกว่าจุดเริ่มต้นของ OpenStack มาจากโครงการขององค์กรขนาดใหญ่ระดับโลกอย่าง NASA และ Rackspace โดยความหมายคร่าวๆ ของ OpenStack  คือระบบ Cloud Operating แบบ Open Source ที่ทำหน้าที่บริหารจัดการทรัพยากรด้าน Compute, Storage, Networking ของ Data Center ให้ทำงานออกมาได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด โดยในการทำงานของ OpenStack จะแบ่งการทำงานออกเป็น Module ต่างๆ ซึ่ง Module เหล่านั้นจะมีหน้าที่ในการทำงานที่แตกต่างกันออกไป เพื่อให้ง่ายต่อการบริหารจัดการทรัพยากรในแต่ละด้าน และคงไว้ซึ่งประสิทธิภาพการทำงานของระบบให้สูงที่สุด

ซึ่ง Module แต่ละแบบนี้ก็มีรายละเอียดลึกลงไป หากสนใจที่จะนำมาใช้ประโยชน์จริงๆ ก็อาจจะต้องศึกษาให้เข้าใจอย่างถ่องแท้ ซึ่งก็มีหน่วยงานที่เปิดอบรม OpenStack Training เพื่อให้ผู้ประกอบการเกิดความรู้ความเข้าใจในตัว OpenStack มากยิ่งขึ้น ซึ่งจะมีการเปิดอบรมที่หลากหลาย อาทิ

OpenStack Training สำหรับบุคคลทั่วไปที่มีความสนใจเกี่ยวกับเรื่องนี้ โดยการศึกษาค้นคว้า และประยุกต์การใช้งานระบบ IT ในรูปแบบต่างๆ ด้วย RackJumper Cloud ซึ่งถูกพัฒนาด้วยเทคโนโลยี Cloud Platform by OpenStack ที่จะสามารถนำเอาความรู้ที่ได้ไปพัฒนาตนเองต่อไปในอนาคต

OpenStack Training สำหรับองค์กรและบริษัท ซึ่งถือว่า OpenStack จะเข้ามามีบทบาสำคัญในการพัฒนาองค์กรเป็นอย่างมาก และสามารถนำไปใช้ต่อในองค์กรได้โดยการพัฒนาบุคลากรให้มีความรู้ความเข้าใจ และสามารถเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานด้วยระบบต่างๆ ผ่าน Enterprise Cloud by OpenStack ซึ่งจะช่วยในการขับเคลื่อนธุรกิจให้ก้าวเดินต่อไปได้มั่นคงขึ้น

จะเห็นได้ว่า OpenStack เป็นอีกหนึ่งเทคโนโลยีที่มีประโยชน์มาก และสามารถนำไปพัฒนาทั้งตนเองและองค์กรต่อได้อีกไกล ดังนั้นการลงทุนเข้าคอร์ส OpenStack Training เพื่อให้มีความรู้ความเข้าใจมากขึ้นก็ถือว่าเป็นช่องทางที่ดี เพราะผลลัพธ์ที่ได้กลับมาย่อมได้มากกว่าที่ลงทุนไปอย่างไม่ต้องสงสัย